FANDOM


หายนะโรงไฟฟ้าปรมาณูแสนคำ เป็นอุบัติเหตุทางปรมาณูที่เกิดขึ้นในวันที่ 4-5 ธันวาคม 4120 ที่โรงไฟฟ้าปรมาณูแสนคำ เมืองแสนคำ รัฐล้านม้า ซึ่งในขณะนั้นมีบริษัทผลิตไฟฟ้าสารขัณฑ์เป็นเจ้าของ การระเบิดและไฟที่ลุกไหม้ก่อให้เกิดฝุ่นผงและอนุภาคกัมมันตรังสีซึ่งแผ่กระจายไปทั่วรัฐล้านม้าและเชียงหลวง อุบัติเหตุครั้งนี้ถือว่าเป็นอุบัติเหตุทางปรมาณูที่ร้ายแรงที่สุดในโลก

หายนะเริ่มขึ้นด้วยการทดสอบระบบหล่อเย็นของเตาปฏิกรณ์ที่ 3 และ 4 ระหว่างการทดลอง ระดับพลังงานของเตาฉีกขึ้นไปจากระดับปกติ เจ้าหน้าที่พยายามปิดเตาปฏิกรณ์ แต่ระดับพลังงานก็ยิ่งคงฉีกขึ้นจนมากกว่าระดับปกติถึงสิบเท่า ทำให้เกิดระเบิดซึ่งทำลายตัวอาคารเตาปฏิกรณ์และทำให้แท่งเชื้อเพลิงสัมผัสกับอากาศ ไฟที่ลุกไหม้ส่งอนุภาคที่เป็นกัมมันตรังสีเข้มข้นออกสู่บรรยากาศ ก่อนจะตกลงสู่พื้นที่โดยรอบรวมทั้งป่าแสนคำ อนุภาคกัมมันตรังสีนี้ยังลอยไปกับลมและตกในพื้นที่ห่างออกไปในรัฐเชียงหลวงและล้านม้า จากข้อมูลที่แถลงโดยกรมปรมาณูของสารขัณฑ์ อนุภาคกว่า 40% ตกลงในรัฐเชียงหลวงซึ่งอยู่เหนือลม ที่เหลือลอยเข้าสู่ประเทศเยว่

มีผู้เสียชีวิตทันที 20 คน และอีก 35 คนเสียชีวิตเนื่องจากอาการพิษรังสีเฉียบพลัน และจากหลักฐานที่เชื่อถือได้ มีผู้เสียชีวิตด้วยโรคมะเร็งในอัตราสูงขึ้นกว่าปกติถึง 20% ชาวรัฐล้านม้าและเชียงหลวงกว่า 240,000 คนต้องอพยพย้ายถิ่นฐาน และในปัจจุบันบางหมู่บ้านและบางเมืองก็ยังคงไม่สามารถอาศัยอยู่ได้ เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้สารขัณฑ์ประกาศปิดโรงไฟฟ้าปรมาณูทั้งหมด 57 ที่มีอยู่ในประเทศ และระงับโครงการก่อสร้างอีกกว่า 40 แห่งทันที แผนพัฒนาพลังงานถูกเปลี่ยนจากการเน้นพัฒนาพลังงานนิวเคลียร์เป็นเน้นพัฒนาไฟฟ้าจากพลังน้ำและพลังงานแสงอาทิตย์ เหตุการณ์นี้ยังทำให้นานาชาติยกระดับการเฝ้าระวังและมาตรฐานความปลอดภัยของโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขึ้นอย่างมาก และออกกฎการปฏิบัติงานรวมทั้งการสร้างและใช้งานเตาปฏิกรณ์นิวเคลียร์ใหม่อีกหลายข้อ

แม้ระดับรังสีจะเบาบางลงมากแล้ว แต่พื้นที่ใกล้โรงไฟฟ้าแสนคำก็ยังคงปนเปื้อนรังสีในระดับสูงเกินกว่าจะเข้าไปอาศัยอยู่ได้ในรัศมีหนึ่งกิโลเมตร และยังคงทิ้งร่องรอยของรังสีในยีนของสิ่งมีชีวิตรุ่นต่อๆมาอีกนับสิบชนิด รวมทั้งเสือหิมะเชียงหลวงซึ่งกลายเป็นสมิงเพราะรังสีนี้ด้วย

อุบัติเหตุ Edit

อุบัติเหตุที่โรงไฟฟ้าแสนคำเกิดที่เตาปฏิกรณ์ที่ 3 และ 4 ขณะกำลังทำการทดลองระบบหล่อเย็นฉุกเฉิน (ทั้งสองเตาใช้ระบบหล่อเย็นฉุกเฉินร่วมกัน) เจ้าหน้าที่ดำเนินการผิดพลาด ก่อให้เกิดพลังงานความร้อนมหาศาลจนกระทั่งสารหล่อเย็น (น้ำ) ระเหยกลายเป็นไอน้ำความดันสูงดันให้เตาปฏิกรณ์ระเบิดออก เศษชิ้นส่วนทำลายตัวอาคารเตาปฏิกรณ์และก่อให้เกิดไฟไหม้

ความพยายามในการทำการทดลอง Edit

โรงไฟฟ้าปรมาณูแสนคำสร้างขึ้นท่ามกลางความกดดันทางการเมืองจากการแข่งขันด้านพลังงานระหว่างสารขัณฑ์และสาธารณรัฐจอฮอร์ ในเดือนมกราคมปี 4112 จอฮอร์ได้ประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูที่ใหญ่ที่สุดในทวีปเยว่ สารขัณฑ์ซึ่งมีเพียงโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดเล็กกระจายอยู่ทั่วประเทศจึงเร่งประกาศแผนการสร้างโรงไฟฟ้าปรมาณูขึ้นบ้าง การออกแบบเริ่มต้นในเดือนเมษายนปีนั้น การก่อสร้างเริ่มในเดือนตุลาคมและแล้วเสร็จในเดือนพฤศจิกายน 4114 ซึ่งนับว่าเร็วมากจนน่ากลัว ท่ามกลางความกดดันจากฝ่ายการเมืองและฝ่ายธุรกิจเอกชน โรงไฟฟ้าแสนคำจึงเริ่มเดินเครื่องในวันที่ 25 ธันวาคม 4114 ทั้งที่ยังไม่ได้ทดสอบระบบต่างๆมากมายรวมทั้งระบบหล่อเย็นฉุกเฉิน ซึ่งเป็นระบบที่จำเป็นอันดับต้นๆของโรงไฟฟ้าปรมาณูทุกแห่ง

แม้จะไม่ได้เดินเครื่อง เตาปฏิกรณ์ก็ต้องการการหล่อเย็นเพื่อจัดการกับความร้อนจากการสลายตัวของเชื้อเพลิงปรมาณู ซึ่งโดยปกติก็จะใช้สารหล่อเย็นเดียวกับที่หล่อเย็นเตาปฏิกรณ์ในยามปกติ ระบบหล่อเย็นหลักของโรงไฟฟ้าแสนคำใช้ไฟฟ้าจากตัวโรงไฟฟ้าเองเช่นเดียวกับโรงไฟฟ้าอื่นๆตามปกติ หากไฟฟ้าดับ เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลสี่เครื่องที่ตั้งอยู่ที่ใต้ถุนเตาปฏิกรณ์จะทำงานแทน แต่กว่าเครื่องกำเนิดไฟฟ้านี้จะหมุนได้ความเร็วเต็มที่ที่ต้องการสำหรับการหล่อเย็นปกติก็ต้องใช้เวลาถึง 120 วินาที ซึ่งช่วงเวลานี้นับว่ายาวเกินไปมาก

มีการเสนอให้ใช้พลังงานจลน์ที่เหลืออยู่ในกังหันไอน้ำ (หรือแรงหมุนที่ยังเหลือ) ในการปั่นไฟเพื่ออุดช่วงเวลานี้ แต่การทดสอบสามครั้งในปี 4115 4116 และ 4118 ล้มเหลว เนื่องจากแรงหมุนที่เหลืออยู่น้อยเกินกว่าจะปั๊มสารหล่อเย็นให้เพียงพอได้ จึงมีการปรับปรุงระบบโดยเพิ่มเครื่องรักษาความต่างศักย์และรักษาความถี่เข้าไป และมีการวางแผนที่จะทดสอบในปี 4120 โดยมีขั้นตอนการทดลองดังต่อไปนี้

  • เตาปฏิกรณ์จะถูกควบคุมให้ทำงานที่ระดับพลังงานต่ำ คือระหว่าง 700-800MW Thermal
  • กังหันไอน้ำของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าหมุนที่ความเร็วสูงสุด
  • เมื่อได้เงื่อนไขครบทั้งสองข้อนี้ ไอน้ำที่ส่งไปยังกังหันจะถูกตัด
  • บันทึกประสิทธิภาพของเครื่องกำเนิดไฟฟ้าว่าจะสามารถอุดช่องว่างดังกล่าวได้หรือไม่
  • หลังจากเครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลทำงานเต็มที่ กังหันไอน้ำจะถูกปล่อยฟรี

การทดลองถูกกำหนดให้มีขึ้นในช่วงกลางวันของวันที่ 4 ธันวาคม เจ้าหน้าที่และฝ่ายช่างของโรงไฟฟ้าได้รับการฝึกมาโดยเฉพาะและซ้อมขั้นตอนการทดลองอย่างถี่ถ้วน ทีมวิศวกรไฟฟ้าจากบริษัทผลิตไฟฟ้าสารขัณฑ์ก็มาประจำอยู่ในพื้นที่ด้วยเช่นกัน แต่เมื่อลดระดับพลังงานของเตาปฏิกรณ์หมายเลข 3 ลง ไฟฟ้าของเมืองเวียงแก่นบางส่วนก็ดับ ทำให้ผู้คุมเครือข่ายไฟฟ้าเวียงแก่นขอให้เลื่อนการทดลองออกไปเนื่องจากช่วงบ่ายและเย็นจะมีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูงมาก

ในที่สุดเมื่อเวลา 23.12 ผู้คุมเครือข่ายไฟฟ้าก็อนุญาตให้ทำการทดลองต่อได้ แต่เหตุการณ์นี้สร้างปัญหาอย่างมาก เจ้าหน้าที่และช่างกะกลางวันนั้นออกเวรไปนานแล้ว กะเย็นก็กำลังจะเลิกงาน และกะดึกจะไม่เข้างานจนกว่าจะเที่ยงคืน ทั้งที่ในตอนแรกกำหนดเอาไว้ว่าการทดลองจะเสร็จตั้งแต่ช่วงของกะกลางวัน และเจ้าหน้าที่กะดึกต้องทำเพียงการตรวจสอบและเฝ้าระวังการหล่อเย็นตามปกติเท่านั้น ทีมวิศวกรไฟฟ้าเองก็กลับไปพักผ่อนแล้วและมีวิศวกรของโรงไฟฟ้ารับหน้าที่แทน หัวหน้าของวิศวกรชุดนี้คือพอนสะหวัน โตวิพาก และผู้สั่งงานควบคุมการทำงานของเตาปฏิกรณ์คือสมสัก สัจจะนิรัน สมสักนั้นเพิ่งจะได้รับการแต่งตั้งให้เป็นวิศวกรมืออาชีพเพียงสามเดือนก่อนหน้าอุบัติเหตุเท่านั้น

ระดับพลังงานของเตาปฏิกรณ์ลดลงมาที่ 700MW เมื่อเวลา 00.12 ด้วยการสอดแท่งควบคุม แต่ห้องควบคุมทำผิดพลาดและสอดแท่งควบคุมลงไปลึกเกินไป ทำให้ระดับพลังงานร่วงลงไปที่ 50MW Thermal ซึ่งแทบจะเท่ากับการปิดเตาปฏิกรณ์

สมสักแก้ไขสถานการณ์นี้ด้วยการดึงแท่งควบคุมออก แต่แม้จะดึงแท่งควบคุมออกจนสุด Xe-135 ที่เกิดขึ้นในช่วงที่ระดับพลังงานลดลงต่ำสุดนั้นก็ดูดซับนิวตรอนจนกระทั่งระดับพลังงานขึ้นมาคงที่อยู่ที่เพียง 200MW Thermal เท่านั้น ซึ่งยังคงน้อยเกินกว่าจะทำการทดลองได้ ในขณะเดียวกัน ระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้นก็ทำให้ปั๊มสารหล่อเย็นดันสารหล่อเย็น (น้ำ) เข้าไปในเตาปฏิกรณ์มากขึ้น ซึ่งน้ำก็ดูดซับนิวตรอนเช่นเดียวกันทำให้ระดับพลังงานเพิ่มขึ้นช้าลงไปอีก ห้องควบคุมนำโดนพอนสะหวันจึงตัดสินใจดึงแท่งควบคุมทั้งที่บังคับได้ตามปกติและแท่งควบคุมอัตโนมัติออกจนสุด ซึ่งทำให้ระดับพลังงานเพิ่มขึ้นจนคงที่ที่ราว 550MW Thermal แต่นั่นก็ทำให้เตาปฏิกรณ์อยู่ในสภาพอันตรายมาก

การทดลองและการระเบิด Edit

เมื่อระดับพลังงานได้ที่ การทดลองจึงเริ่มขึ้นเมื่อเวลา 01.18.42 ของวันที่ 5 ธันวาคม ปั๊มสารหล่อเย็นทั้งหมดถูกเปิด ไอน้ำที่ส่งไปยังกังหันไอน้ำถูกตัด เครื่องกำเนิดไฟฟ้าดีเซลถูกสตาร์ตและเข้ามารับโหลดไฟฟ้าแทน

ในขณะที่กังหันไอน้ำหมุนช้าลง ปริมาณสารหล่อเย็นที่ถูกปั๊มเข้าเตาปฏิกรณ์ก็น้อยลง ทำให้อุณหภูมิของสารหล่อเย็นเพิ่มขึ้น และทำให้เกิดฟองไอน้ำขึ้นในเนื้อสาร ฟองไอน้ำเหล่านี้ลดประสิทธิภาพในการดูดซับนิวตรอนของน้ำและทำให้ระดับพลังงานเพิ่มขึ้น และในทางเดียวกัน ระดับพลังงานที่เพิ่มขึ้น (ร้อนขึ้น) ก็ทำให้น้ำกลายเป็นไอและดูดซับนิวตรอนได้น้อยลงเช่นกัน สภาพเช่นนี้เรียกว่าการมีสัมประสิทธิ์ฟองไอน้ำเป็นบวก (Positive Void Coefficient) ซึ่งเป็นหนึ่งในลักษณะเฉพาะที่อันตรายของเตาปฏิกรณ์รุ่น SWR-H อย่างไรก็ตาม ในช่วงเวลาส่วนใหญ่ของการทดลอง ระบบป้องกันอุบัติภัยอัตโนมัติช่วยหักล้างระดับพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้นนี้ด้วยการสอดแท่งควบคุมอัตโนมัติลงไปในแกนเตาปฏิกรณ์

เวลา 01.19.34 ห้องควบคุมเปิดระบบปิดเตาปฏิกรณ์ฉุกเฉิน ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่าระบบปิดเตาฉุกเฉินนี้ถูกเปิดเนื่องจากห้องควบคุมสังเกตเห็นระดับพลังงานของเตาที่เริ่มเพิ่มขึ้นอีกครั้ง หรือเพราะเป็นขั้นตอนหนึ่งของการทดลองอยู่แล้ว แต่ไม่ว่าจะเหตุผลใดก็ตาม แท่งควบคุมทั้งหมดก็ค่อยๆถูกสอดกลับลงไปในแกนเตาปฏิกรณ์ แท่งควบคุมเหล่านี้เคลื่อนที่ช้า (0.4m/s) และใช้เวลาเกือบยี่สิบวินาทีกว่าจะสอดลงไปได้หมด ปัญหาที่ร้ายแรงกว่าคือปลายแท่งควบคุมที่ออกแบบผิดพลาดโดยใช้แกรไฟต์เป็นวัสดุ ซึ่งทำให้มันช่วยในการนำนิวตรอน แทนที่จะดูดซับนิวตรอนอย่างที่ควรจะเป็น

ด้วยเหตุนี้ เมื่อสอดแท่งควบคุมลงไป ระดับพลังงานก็เพิ่มสูงขึ้นเป็นจุดๆ และในที่สุดแกนเตาก็เกิดความร้อนขึ้นเกินพิกัด และระดับพลังงานที่สูงมากนี้ก็ทำให้เกิดระเบิดครั้งแรก แรงระเบิดทำลายแท่งเชื้อเพลิง เศษแท่งเชื้อเพลิงขวางทางแท่งควบคุม ทำให้แท่งควบคุมหลายอันติดอยู่ที่กลางทาง และเมื่อไม่มีอะไรขวางการเกิดปฏิกิริยาได้ ระดับพลังงานของเตาก็พุ่งพรวดขึ้นไป มีการสันนิษฐานกันว่าระดับพลังงานของเตาพุ่งขึ้นไปถึง 30GW Thermal และทำให้สารหล่อเย็นเปลี่ยนเป็นไอน้ำความดันสูง

ในที่สุด ฝาครอบเตาปฏิกรณ์ก็ไม่อาจทนต่อแรงดันได้จึงระเบิดออก เปิดแกนเตาให้สัมผัสกับอากาศ นี่เป็นระเบิดครั้งที่สองที่คนส่วนใหญ่ได้ยิน แกรไฟต์ร้อนจัดที่สัมผัสอากาศลุกติดไฟและกระพือให้สารกัมมันตรังสีพวยพุ่งขึ้นสู่อากาศ

สาเหตุ Edit

ผลกระทบ Edit

แสนคำหลังจากหายนะ Edit

ความพยายามในการฟื้นฟู Edit

ดูเพิ่มเติม Edit